1.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่20
1.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม(Behaviorism)
ดร.ศรีเรือน แก้วกังวาล(2540:47) กล่าวไว้ว่านักทฤษฎีกลุ่มนี้สนใจศึกษาพัฒนาการและพฤติกรรมมนุษย์ที่เห็นได้ชัดเจน วัดได้แน่นอนมีระบบระเบียบในการศึกษาชัดเจน โดยให้ความสำคัญแก่พื้นฐานทางชีวภาพของบุคคลรองจากสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้ไม่สนใจขั้นตอนการพัฒนาการตามวัย และไม่สนใจกระบวนการจิตใต้สำนึก ตามแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยม การเรียนรู้มี 2 ประเภทคือ การเรียนรู้โดยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (classical conditioning learning) และการเรียนรู้โดยการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ (operant conditioning learning)
การเรียนรู้โดยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก(classical conditioning learning)
ตัวอย่าง: สมยศพยายามถ่ายรูปลูกสาว น้ำฝน เมื่อเธอยิ้ม คลาน ยืน ฯลฯ โดยสอนให้เธอจ้องดูกล้อง เขาใช้กล้องถ่ายรูปที่ใช้แฟลช เขาสังเกตเห็นว่าน้ำฝนจะกระพริบตาทุกครั้งเมื่อหดแสงจ้าจากแฟลช ต่อมาเมื่อน้ำฝนอายุ 11 เดือน วันหนึ่งเขาเตรียมจะถ่ายรูปน้ำฝน พอเขายกกล้องเล็งมาที่หน้าน้ำฝน และน้ำฝนจ้องดูกล้อง น้ำฝนก็กระพริบตาโดยที่ไฟจากแฟลชยังไม่ทันออก นั่นคือเธอเรียนรู้ความสัมพันธ์ของกล้องกับแฟลช โดยวิธีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
การกระพริบตาของน้ำฝนเมื่ออายุ 11 เดือน เป็นตัวอย่างของการเรียนรู้โดยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก แนวคิดเรื่องการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกได้มาจากการทดลองของนักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย ชื่อ อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849-1936) ซึ่งขอเล่าในที่นี้ คือ เขานำสุนัขที่หิวเข้าไปในเครื่องที่มีสายรั้งตัวไว้ให้อยู่กับที่ สุนัขนั้นถูกเจาะที่แก้มบริเวณต่อมน้ำลาย ติดเครื่องมือวัดปริมาณน้ำลายไว้ เริ่มทดลองโดยให้สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่ง น้ำลายไม่ไหล ต่อมาให้ได้ยินเสียงกระดิ่งแล้วให้ผงเนื้อเป็นอาหาร สุนัขมีอาการน้ำลายไหล ทำหลายครั้งจนชิน ภายหลังให้ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ไม่ให้ผงเนื้อ สุนัขมีพฤติกรรมน้ำลายไหล แสดงว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้หรือถูกวางเงื่อนไขให้มีอาการน้ำลายไหล สัมพันธ์กับการได้ยินเสียงกระดิ่ง นอกเหนือไปจากน้ำลายไหล เพราะได้รับอาหารซึ่งเป็นพฤติกรรมธรรมชาติ
การทดลองของพาฟลอพนับว่าเป็นการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก(classical conditioning)ที่นักศึกษาค้นคว้าผู้นิยมแนวการทดลองแนวนี้ เช่น วัตสัน (1878-1958) ได้ทำเป็นเยี่ยงอย่าง วัตสันต้องการอธิบายการเกิดอารมณ์ที่ได้จากการวางเงื่อนไข (conditioned emotion) ตัวอย่างการทดลองคลาสสิกของเขาคือ เขาทดลองกับเด็กชื่ออัลเบิร์ต อายุ11 เดือน ครั้งแรกเขาเอาหนูขาวที่เชื่องและน่ารักมากมาให้อัลเบิร์ตเล่นด้วย พร้อมกับเสียงดังที่น่าตกใจ ซึ่งอัลเบิร์ตร้องไห้ตกใจกลัว พ่อหนูก็ร้องไห้ตกใจ ผลร้ายที่เกิดขึ้นในระยะต่อๆมาคือ อัลเบิร์ตจะตกใจกลัวสิ่งที่คล้ายขนฟูๆสีขาวทุกอย่าง เช่นกระต่ายสีขาว เฟอร์ จนกระทั่งหนวดเคราสีขาวของซานตาคลอส
กลไกการวางเงื่อนไขเป็นกระบวนการเรียนรู้ในพัฒนาการของมนุษย์ ด้านต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราโดยบ่อยครั้งเราไม่ได้ตั้งข้อสังเกต
ณัชชากัญญ์ วิรัตนชัยวรรณ (http://www.learners.in.th )รวบรวมไว้ว่านักคิดในกลุ่มนี้มองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นกลาง คือ ไม่ดี – ไม่เลว การกระทำต่างของมนุษย์เกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า(stimulus response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง กลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความสนใจกับ พฤติกรรม มากเพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด สามารถวัดและทดสอบได้ ทฤษฏีการเรียนรู้ในกลุ่นี้ ประกอบด้วยแนวคิดสำคัญๆ 3 แนวด้วยกัน คือ
- ทฤษฎีการเชื่อมโยง(Classical Connectionism) ของธอร์นไดค์(Thorndike)มีความเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจาการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ บุคคลจะมีการลองผิดลองถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบรูปแบบการตอบสนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด
- ทฤษฎีการวางเงื่อนไข(Conditioning Theory) ประกอบด้วยทฤษฏีย่อย 4 ทฤษฏี ดังนี้ 1) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติของพาฟลอฟ (Pavlov’s Classical Conditioning) เน้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข สรุปแนวคิดตามทฤษฏีนี้ได้ว่า การเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข 2) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติของวัตสัน(Watson’s Classical Conditioning) เน้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขเช่นกัน 3) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบต่อเนื่องของกัทธรี(Guthrie’s Contiguous Conditioning) เน้นหลักการจูงใจ 4) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนต์ของสกินเนอร์(Skinner’s Operant Conditioning) เน้นการเสริมแรงหรือให้รางวัล
- ทฤษฏีการเรียนรู้ของฮัลล์(Hull’s Systematic Behavior Theory) มีความเชื่อว่าถ้าร่างกายเมื่อยล้า การเรียนรู้จะลดลง การตอบสนองต่อการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อได้รับแรงเสริมในเวลาใกล้บรรลุเป้าหมาย
สรุป
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมเน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า (Stimulus) และ การตอบสนอง (Response) โดยอินทรีย์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและ การตอบสนองอันนำไปสู่ ความสามารถในการแสดงพฤติกรรม คือการเรียนรู้นักทฤษฎีกลุ่มนี้สนใจศึกษาพัฒนาการและพฤติกรรมมนุษย์ที่เห็นได้ชัดเจน วัดได้แน่นอนมีระบบระเบียบในการศึกษาชัดเจน โดยให้ความสำคัญแก่พื้นฐานทางชีวภาพของบุคคลรองจากสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้ไม่สนใจขั้นตอนการพัฒนาการตามวัย และไม่สนใจกระบวนการจิตใต้สำนึก ตามแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยม การเรียนรู้มี 2 ประเภทคือ การเรียนรู้โดยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (classical conditioning learning) และการเรียนรู้โดยการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ (operant conditioning learning) นักคิดในกลุ่มนี้มองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นกลาง คือ ไม่ดี – ไม่เลว การกระทำต่างของมนุษย์เกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า(stimulus response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง กลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความสนใจกับ พฤติกรรม มากเพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด สามารถวัดและทดสอบได้ มุม มองของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม มองผู้เรียนเหมือนกับ กระดานชนวนที่ว่างเปล่า และผู้สอนจะต้องจัดเตรียมประสบการณ์ให้กับผู้เรียน คำแนะนำหรือสิ่งเร้าจากสภาพสิ่งแวดล้อมจะถูกนำเสนอหรือแนะนำให้รู้จัก และผู้เรียนแสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ด้วยการตอบสนองบางสิ่งบางอย่างออกมา ความสำคัญขึ้นอยู่กับการเสริมแรง ที่กำหนดจัดเตรียมไว้เพื่อกำกับพฤติกรรมที่ต้องการรูปแบบพฤติกรรมใหม่ ๆ จะถูกกระทำ ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระทั่งกลายเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติ พฤติกรรมของผู้เรียนที่ยอมรับได้ คือ การเรียนรู้แสดงออกให้เห็นได้ในเชิงประจักษ์
ที่มา: ดร.ศรีเรือน แก้วกังวาน.2540.จิตพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย.กรุงเทพฯ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ณัชชากัญญ์ วิรัตนชัยวรรณ (http://www.learners.in.th/blogs/posts/386486) เข้าถึงเมื่อวันที่ 6 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555
ไตรรงค์ เจนการ 20 มกราคม 48 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. กทม
http://www.inspect11.moe.go.th/index.php/component/content/article/54-2009-11-28-01-55-54/128-2010-02-23-07-40-15 เข้าถึงเมื่อวันที่ 6 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น